7 วิธีลดอาการบวมหลังผ่าตัดศัลยกรรม ทำแล้วปัง สวยเร็วสมใจ !

[blog_posts style=”normal” columns=”3″ columns__md=”1″ image_height=”56.25%”]

มีอะไรที่เพื่อน ๆ จะนึกถึง ถ้าต้องตัดสินใจทำศัลยกรรมบ้างคะ?

นอกจากดู รพ., เลือกคลินิก, ดูผลงานคุณหมอ, ประเมินค่าใช้จ่ายแล้ว อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือนั่งอ่านรีวิวว่า ทำแล้วเจ็บมากไหม? แผลบวมมากหรือเปล่า? แล้วกี่วันถึงจะสวยหล่อเข้าที่? 

เพราะบางคนมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ลางานได้น้อย, ติดภารกิจบางอย่าง หรือมีเหตุให้ต้องรีบสวยหล่อเร็ว ๆ จึงต้องนึกถึงอาการบวมหลังผ่าตัดเป็นอันดับต้น ๆ เลยใช่ไหมคะ

?ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการบวมหลังผ่าตัด?

ต้องเข้าใจก่อนว่า อาการบวม เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอักเสบตามธรรมชาติ ที่จะต้องเกิดขึ้นหลังร่างกายมีแผล และส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนอง ต่อสิ่งแปลกปลอมที่ใส่เข้าไปในร่างกายด้วย 

มักจะพีคสุดในช่วง 48-72 ชม. แรก แต่ส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 14 วัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะคะ หลักๆนั้นจะมีอะไรบ้างนั้น ตามใบใจมาดูกันค่ะ

1. อายุ

ในคนที่อายุมากขึ้น โดยเฉพาะมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะมีการตอบสนองต่อการบาดเจ็บลดลง, ภูมิคุ้มกันทำงานลดลง, การสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินลดลง มีความยืดหยุ่นน้อยลง หากทำการผ่าตัด มีโอกาสที่แผลจะหายช้ากว่าคนที่อายุน้อยกว่า

2. ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI)

มีการศึกษาพบว่า คนที่มีดัชนีมวลกายสูง มีโอกาสที่จะมีอาการบวมได้มากกว่าหลังผ่าตัด เพราะมีเนื้อเยื่อไขมันมากกว่า ซึ่งไขมันตอบสนองต่อสาร ที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ดี แต่ก็มีแนวโน้มที่จะยุบบวมได้เร็วกว่าเช่นกัน ทั้งนี้ต้องประเมินรวมกับอีกหลายปัจจัยนะคะ 

3. โรคประจำตัว 

  • โรคประจำตัวบางชนิดที่มีผลกับเส้นเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ, โรคแพ้ภูมิตัวเอง อาจทำให้เลือดมาเลี้ยงแผลผ่าตัดน้อยลง เมื่อแผลได้รับออกซิเจนลดลง จึงทำให้หายช้าลงด้วย
  • โรคเบาหวาน ทำให้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟกเตอร์ (Epidermal Growth Factor, EGF) ในร่างกายลดลง รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อแผลช้าลง นอกจากจะทำให้แผลจะหายช้าแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย

4. เทคนิคในการผ่าตัด

  • ชนิดของการผ่าตัด : การผ่าตัดเล็ก หรือใช้เทคนิคการเปิดแผลผ่าตัดที่เล็กกว่า จะเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อย ทำให้บวมน้อยกว่า
  • ระยะเวลาการผ่าตัด : ถ้าใช้เวลาผ่าตัดน้อย ก็จะบวมน้อยกว่าเช่นกัน
  • ชนิดของการผ่าตัด : ถ้าผ่าตัดบริเวณที่เนื้อเยื่อไม่หนาแน่น อย่างหนังตา ก็มีโอกาสที่จะบวมได้มากกว่า การผ่าตัดจมูก
  • ควบคุมความดันให้ค่อนต่ำ (Intraoperative controlled hypotension) : หากควบคุมค่าเฉลี่ยของความดันโลหิต (Mean arterial pressure, MAP) ให้อยู่ที่ประมาณ 50-65 มม.ปรอท จะช่วยลดอาการบวมหลังผ่าตัดลงได้
  • การประคบเย็นในช่วงผ่าตัด (Intraoperative Cooling) ช่วยลดบวมได้เช่นกันค่ะ
  • การเสียเลือดระหว่างผ่าตัด : ถ้าเสียเลือดน้อย ร่างกายจะเกิดกระบวนการอักเสบน้อยกว่า จึงบวมน้อยกว่าด้วย
  • ประสบการณ์ของแพทย์ : ถ้าคุณหมอเชี่ยวชาญ ก็จะเลือกใช้เทคนิคที่ทำให้เสียเลือดน้อย ใช้เวลาในการผ่าตัดน้อย และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดน้อยกว่า

?7 วิธีลดอาการบวมหลังผ่าตัดศัลยกรรม?

1. ได้รับกรดทรานเอกซามิก (Tranexamic acid) 

กรดทรานเอกซามิก เป็นยาต้านการสลายลิ่มเลือด (Antifibrinolytic agent) ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว บางคนอาจเคยใช้ เพื่อรักษาภาวะเลือดประจำเดือนออกมาก แต่ก็ยังมีประโยชน์ ในการช่วยลดบวมหลังผ่าตัดได้อีกด้วย

มีการศึกษาในคนที่ทำศัลยกรรมจมูก (Rhinoplasty) จำนวน 276 คน พบว่า การได้รับกรดทรานเอกซามิกแบบฉีด ขนาด 10 มก./กก. ก่อนผ่าตัด หรือการทานยาชนิดนี้ขนาด 1 กรัม ก่อนผ่าตัด 2 ชม. และทานต่อเนื่องไปอีก 5 วัน จะช่วยลดการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด, ลดหนังตาบวม และลดรอยบวมแดงช้ำ (Ecchymosis) หลังจากผ่าตัดได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันตามมา 

แต่การใช้ยานี้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นนะคะ ! เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง หากมีโรคประจำตัว หรือใช้ร่วมกับยาอื่น เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน, ยารักษาสิว (Tretinoin), ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด 

2. ได้รับยาสเตียรอยด์ หลังผ่าตัด

การฉีดยาสเตียรอยด์ ก่อนและหลังผ่าตัด จะช่วยลดอาการหนังตาบวม และรอยแดงช้ำรอบดวงตา (Periorbital ecchymosis) หลังผ่าตัดศัลยกรรมจมูกได้ เช่น ฉีดยาตั้งแต่เริ่มผ่าตัด, ก่อนทำหัตถการกับกระดูกจมูก (Osteotomy) และหลังจากผ่าตัด 24 ชม. โดยเฉพาะถ้าขณะทำการผ่าตัด มีการควบคุมความดันให้ค่อนต่ำ (Intraoperative  controlled hypotension) พบว่าจะช่วยลดบวมได้ดียิ่งขึ้น โดยจะสังเกตเห็นความแตกต่างของการบวมอย่างชัดเจน ตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป 

การทานยาเมทิลเพรดนิโซโลน (Methylprednisolone) หลังผ่าตัด 7 วัน ก็สามารถช่วยลดบวมได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ค่ะ

3. ใช้สมุนไพร 

นอกจากการทานหรือทาสารสกัดจากใบบัวบก (Centella asiatica) แล้ว ยังมีสารสกัดจากต้นอาร์นิกา (Arnica montana) ที่ใช้ทาวันละ 3 ครั้ง นาน 4 วัน จะช่วยลดบวมได้มาก โดยเฉพาะในช่วง 2 วันแรก แต่ถ้าเกิน 8 วันไปแล้ว จะไม่พบความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน และไม่ช่วยลดความตึงของผิวหนังบริเวณที่บวม

มีการศึกษาในคนที่ทำการผ่าตัดหนังตา (Blepharoplasty), ผ่าตัดยกคิ้ว (Browpexy), และผ่าตัดจมูก (Rhinoplasty) โดยใช้แผ่นไฮโดรเจลที่ผสมด้วยสารสกัดจากอาร์นิกา 50% และสารสกัดจากชาลาบราดอร์ (Rhododendron tomentosum) 50% ทำแผลหลังผ่าตัดนาน 6 วัน พบว่า ช่วยให้แผลยุบบวม และรอยแดงช้ำหายเร็วขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 2 และ 3 ซึ่งแผลผ่าตัดดีขึ้นได้ 85.7% และ 60% ตามลำดับ

4. การปิดเทปที่จมูก (Nasal tapping)

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคน อาจไม่เคยได้ยินการลดบวมด้วยวิธีนี้ มีการศึกษาว่าช่วยลดบวมได้ดี หลังการผ่าตัดจมูกนะคะ เป็นการใช้เทปทำแผลทางการแพทย์ แนะนำชนิดที่เป็นเยื่อกระดาษ (Micropore) แปะคร่อมจากปีกจมูกข้างหนึ่งไปที่ปีกอีกข้างซัก 2 ชั้น หรือบางคนอาจแปะเพิ่มพาดรูจมูก แต่ให้ค่อนมาทางส่วนปลายจมูก ทำช่วงตอนนอนในช่วง 1 เดือนแรก จะช่วยลดอาการบวมของจมูกได้ โดยเฉพาะคนที่จมูกมีเนื้อเยอะ สามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ

5. นอนยกหัวสูง

ในช่วง 72 ชม.แรก หลังจากผ่าตัดใบหน้าและศีรษะ ควรนอนยกหัวสูงอย่างน้อย 45 องศา หรือถ้าเป็นการผ่าตัดบริเวณอื่น อย่างดูดไขมันแขนขา หรือสะโพก ก็ควรยกบริเวณนั้นให้สูงกว่าหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลลงสู่หัวใจได้ดี ไม่ไปคั่งอยู่ตามเนื้อเยื่อที่ทำการผ่าตัดนะคะ 

6. ประคบเย็น (Cold compression)

การประคบเย็นจะช่วยทำให้แผลผ่าตัดยุบบวม และลดการเกิดรอยแดงช้ำได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายในช่วง 24 ชม. แรก ใช้อุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส จะไม่ทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกระคายเคือง หรือบาดเจ็บจากความเย็น กรณีผ่าตัดจมูกและดวงตา อาจใช้เป็นแผ่นเจลเย็น ที่ประคบรอบดวงตา (Swiss Eye Therapy) ซึ่งจะแนบสนิทไปกับบริเวณใบหน้า ก็จะช่วยให้ยุบบวมได้เร็วขึ้นค่ะ

มีการศึกษาว่า การใช้เครื่อง Hilotherm ที่สามารถเลือกอุณหภูมิร้อน-เย็น ส่งผ่านทางวัสดุประคบแล้วแปะลงบนบริเวณที่ผ่าตัด จะช่วยลดความบวม, อาการเจ็บปวด และระยะเวลาการพักฟื้นลงอย่างชัดเจน เพราะเครื่องจะช่วยเพิ่มจำนวนออกซิเจน และเลือดที่มาเลี้ยงแผล, กระตุ้นเมตาบอลิซึม และลดตัวรับรู้สัญญาณประสาท ที่ทำให้เจ็บปวดได้

7. การใช้น้ำเกลือล้างจมูก (Nasal Irrigation)

วิธีล้างจมูกนี้ อาจใช้ได้ผลในบางราย ผลการศึกษาในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ และสาเหตุที่ทำให้รู้สึกแน่นจมูกด้วย ถ้าหลังผ่าตัดจมูก แล้วรู้สึกแน่นจมูก เพราะเลือดและน้ำเหลืองที่แห้งติด การใช้วิธีนี้จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าแน่นจมูกเพราะเนื้อเยื่อจมูกบวมรอบ ๆ แล้วล่ะก็ การล้างจมูกจะไม่ช่วยอะไรนะคะ แต่ยังไงถ้าไม่แน่ใจ ลองปรึกษาคุณหมอดีกว่าค่ะ 

สรุป

อาการบวมและรอยแดงช้ำ หลังจากผ่าตัดศัลยกรรม เกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งส่วนของผู้ป่วย และเทคนิคของแพทย์ ซึ่งบางอย่างอยู่เหนือการควบคุม แต่ส่วนที่เราดูแลตัวเองได้หลังผ่าตัด คือส่วนของการทานยาตามแพทย์สั่ง, ประคบเย็น, นอนยกอวัยวะที่ผ่าตัดให้สูง และการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ เพื่อช่วยลดอาการบวมนะคะ

อ้างอิงจาก:

Thorne C, Chung KC, Gosain A, Guntner GC, Mehrara BJ. Grabb and Smith’s plastic surgery. 7 ed. Philadelphia: Wolters Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins Health; 2014.

van der Vlis M, Dentino KM, Vervloet B, Padwa BL. Postoperative swelling after orthognathic surgery: a prospective volumetric analysis. J Oral Maxillofac Surg. 2014 Nov;72(11):2241-7. doi: 10.1016/j.joms.2014.04.026. Epub 2014 May 2. PMID: 25236819. 

de Vasconcellos SJDA, do Nascimento-Júnior EM, de Aguiar Menezes MV, Tavares Mendes ML, de Souza Dantas R, Martins-Filho PRS. Preoperative Tranexamic Acid for Treatment of Bleeding, Edema, and Ecchymosis in Patients Undergoing Rhinoplasty: A Systematic Review and Meta-analysis. JAMA Otolaryngol Head Neck Surg. 2018;144(9):816–823. doi:10.1001/jamaoto.2018.1381 

Elena Scarafoni E. A Systematic Review of Tranexamic Acid in Plastic Surgery: What’s New? Plast Reconstr Surg Glob Open. 2021 Mar 23;9(3):e3172. doi: 10.1097/GOX.0000000000003172. PMID: 33907653; PMCID: PMC8062149.

Ong AA, Farhood Z, Kyle AR, Patel KG. Interventions to Decrease Postoperative Edema and Ecchymosis after Rhinoplasty: A Systematic Review of the Literature. Plast Reconstr Surg. 2016 May;137(5):1448-1462. doi: 10.1097/PRS.0000000000002101. PMID: 27119920.

Tuncel U, Turan A, Bayraktar MA, Erkorkmaz U, Kostakoglu N. Efficacy of dexamethasone with controlled hypotension on intraoperative bleeding, postoperative oedema and ecchymosis in rhinoplasty. J Craniomaxillofac Surg. 2013 Mar;41(2):124-8. doi: 10.1016/j.jcms.2012.06.003. Epub 2012 Jul 12. PMID: 22795164.

Simsek G, Sari E, Kilic R, Bayar Muluk N. Topical Application of Arnica and Mucopolysaccharide Polysulfate Attenuates Periorbital Edema and Ecchymosis in Open Rhinoplasty: A Randomized Controlled Clinical Study. Plast Reconstr Surg. 2016 Mar;137(3):530e-535e. doi: 10.1097/01.prs.0000479967.94459.1c. PMID: 26910697.

Kang JY, Tran KD, Seiff SR, Mack WP, Lee WW. Assessing the Effectiveness of Arnica montana and Rhododendron tomentosum (Ledum palustre) in the Reduction of Ecchymosis and Edema After Oculofacial Surgery: Preliminary Results. Ophthalmic Plast Reconstr Surg. 2017 Jan/Feb;33(1):47-52. doi: 10.1097/IOP.0000000000000645. Erratum in: Ophthalmic Plast Reconstr Surg. 2018 Mar/Apr;34(2):188. PMID: 26863038.

Ozucer B, Yildirim YS, Veyseller B, Tugrul S, Eren SB, Aksoy F, Uysal O, Ozturan O. Effect of Postrhinoplasty Taping on Postoperative Edema and Nasal Draping: A Randomized Clinical Trial. JAMA Facial Plast Surg. 2016 May 1;18(3):157-63. doi: 10.1001/jamafacial.2015.1944. PMID: 26914594.

Lee HS, Yoon HY, Kim IH, Hwang SH. The effectiveness of postoperative intervention in patients after rhinoplasty: a meta-analysis. Eur Arch Otorhinolaryngol. 2017 Jul;274(7):2685-2694. doi: 10.1007/s00405-017-4535-6. Epub 2017 Mar 17. PMID: 28314960.

Rana M, Gellrich NC, Joos U, Piffkó J, Kater W. 3D evaluation of postoperative swelling using two different cooling methods following orthognathic surgery: a randomised observer blind prospective pilot study. Int J Oral Maxillofac Surg. 2011 Jul;40(7):690-6. doi: 10.1016/j.ijom.2011.02.015. Epub 2011 Mar 15. PMID: 21411291.